ความเติบใหญ่ของการสักคิ้วสามมิติลายเส้นพร้อมด้วยอุปกรณ์สักคิ้วสามมิติในประจุบัน

eyebrow-design

eyebrow-design

พูดถึงการเพ้นท์คิ้วสามมิติพร้อมด้วยอุปกรณ์สักคิ้วที่ได้มาตรฐานนั้นมีมาตั้งแต่กาลเวลายุค 80 ซึ่งได้รับมาจาก นางสาวเจิ้ง หมิงหมิง ในส่วนต้นแบบการสักครั้งยุคนั้นคือการสักกับหนังจริงแบบถาวร รวมทั้งกลยุทธ์ของการตกแต่งแบบคิ้วนั้นปรากฏในปี 1992 – 1995 ซึ่งแบบอย่างที่เข้าครั้งแรกนั้นคือวัสดุอุปกรณ์สักคิ้วแบบเข็มอ่อนนิ่ม เสมือนเป็นการสักแนวกึ่งถาวรซึ่งเป็นหลักการที่ยังไม่เป็นที่พิสมัยมากในยุคสมัยนั้น รวมทั้งใช่ว่าการปฏิรูปวีธีการทำในการเติมแต่งคิ้วจะเป็นไปอย่างฉลุยนะ เพราะว่าช่วงนั้นการแต่งเติมคิ้วเป็นได้เพียงแค่การตกแต่งใบหน้าอย่างหนึ่งที่เป็นจำพวกกึ่งถาวรแค่นั้น ครั้น 5 ปีผ่านพ้น สีที่ขนคิ้วก็ค่อยซีดเซียวท้ายสุด ถึงกระนั้นกาลเวลานั้นเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าของใหม่ในการแต่งแบบคิ้วมีการเจริญขึ้นเรื่อยๆ และสามารถสร้างสรรค์กรอบความคิดใหม่ๆได้ล้นหลาม ซึ่งนั่นก็หมายถึงผลมาจากความแตกต่างของเม็ดสี ประสิทธิภาพในการดูดกลืนเซลล์ของชั้นผิวหนังจริง ที่มีผลกระทบจากหลายๆเหตุ ทั้งได้จากการกระทำการศัลยกรรมคิ้ว การเสริมแต่งคิ้วแนวเก่า ก็เพราะว่ามันจะไม่ซีดเซียวหายแต่กลับมันจะพร่าเลือนสูญไป หลังจากที่เม็ดสีเมลานินโดนเซลล์คุมแล้วจางหายไป แล้วเม็ดสีแดงที่ไม่ได้โดนครอบคลุมนั้นจะทิ้งสารค้างอยู่ไว้บนชั้นผิวหนัง การใช้อุปกรณ์สักคิ้วชั้นยอดจำพวกสมัยโบราณนั้นเว้นแต่จะทำเอาผู้ที่สักเกิดความทุกข์ระทมทางร่างกายแล้วนั้นอีกทั้งยังจำต้องมานั่งทุกข์ทรมานทางใจอีก ยิ่งไปกว่านี้ยังมีผลแก่การปรับปรุงศิลป์การสักด้วย ดังนั้นเพื่อให้ให้เราได้รูปพรรณที่เป็นหน้าเป็นตาของคิ้วที่ดูเป็นธรรมชาติแล้วนั้น ไม่เพียงแค่เราจะจำเป็นมีอุปกรณ์สักคิ้วที่ได้มาตรฐานที่ดีอย่างเดียว ถ้าว่าเราจำเป็นต้องมีการซ้อมซักอย่างสืบไป พร้อมด้วยต้องมีวีธีการทำในการสัก ความสามารถของสี การเรียงตัวของเส้นขนคิ้ว ซึ่งจะจำเป็นมีการเรียนรู้เพิ่มเติมจากอาจารย์สอนสักคิ้วด้วย ศิลปะของการสักคิ้วนั้นมีการวิวัฒน์อย่างใดบ้างนั้น ตั้งต้นเกี่ยวกับคราวยุค 80 ที่จะจำต้องเขียนโครงคิ้วขึ้นมาก่อนแล้วค่อยใช้เครื่องสักลงสีตามวิถีโครงร่าง การทำงานแบบนี้ดูเหมือนจะทรงคิ้วจะไร้ความรู้สึก แลไร้มิติ ไม่เป็นธรรมชาติ อีกต่างหากในช่วงเวลานั้น อุปกรณ์สักคิ้วสามมิติที่ได้มาตรฐานไม่ส่งเสริมสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นเข็มทางเดียว พร้อมทั้งยังเป็นการสักแนวลงเข็มไปบนผิวหนังโดยตรง จึงทำให้มีเลือดออกรวมถึงเป็นแผลโนแดง แถมเจ็บอีกต่างหาก อีกทั้งยังมีผลกระทบให้เกิดผลสะท้อนทางเคมีจนทำเอาสีไม่ชัดได้ ภายหลังในกาลสมัย 90 การสักคิ้วมีการก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น เพราะว่าริเริ่มใช้แผงเข็ม 8 – 12 หัวเข็ม และลงเข็มที่ผิวหนังลึกขึ้น 0.2 -0.3 mm ทำเอาคิ้วดูแจ่มใส ชัดเจนมากขึ้น พร้อมทั้งความเจ็บลดลง แต่ว่าก็ยังคงขาดความเป็นธรรมชาติอยู่ ในปี 2000 นั้นพลิกศิลปะการสักเป็นการสักคิ้วแบบสามมิติ ปฏิรูปทั้งการใช้งานอุปกรณ์สักคิ้วที่ได้มาตรฐาน การทำลายเส้น แม้กระนั้นวิถีทางนี้จะเจริญมาหน่อยเดียว แม้กระนั้นคงขาดความเป็นธรรมชาติพร้อมกับเจ็บ ท้ายที่สุดคือการเพ้นท์คิ้ว ที่จำเป็นต้องทิ้งการสักคิ้วชนิดดั้งเดิมไปได้เลย โดยใช้เคล็ดในการสักพร้อมกับเย็บ โดยใช้อุปกรณ์สักคิ้วชั้นยอดลักษณะพิเศษ การผสมสีแบบอย่างใหม่เอี่ยมทั้งหมด ซึ่งเป็นเหตุให้ทรงคิ้วแลเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ผิดแผกจากการสักคิ้วในโบราณกาล

Comments are closed.

Post Navigation